วัฒนธรรมไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว

 

1. การแต่งกาย

วัฒนธรรมการแต่งกาย สามารถจำแนกเพศ อายุของชาวไทยพวน โดยสังเกตจากสีและชนิดของเสื้อผ้า คือ

การแต่งกายชาย ผู้ชายไทยพวนทุกวัยจะแต่งเหมือนกัน เดิมแต่งกายแบบโจงกระเบน มีผ้าขาวม้าคาดเอว ไม่ใส่เสื้อ ใช้เฉพาะโอกาส ที่เป็นพิธีการ ส่วนโอกาสทั่วๆไป สวมกางเกง เป็นกางเกงขาก๊วย (โส้ง-แล้) ผ้าขาวม้าคาดเอว ไม่ใส่เสื้อ นอกจาก เวลาออกไป ทำไร่ไถนา จะใส่เสื้อคอตั้ง แขนยาว สีน้ำเงิน ใช้ผ้าทอแบบเดียวกัน ทั้งเสื้อ และกางเกง ไม่มีเครื่องประดับอื่น

การแต่งกายของหญิง จำแนกเป็นแบบต่างๆ ตามวัยและลักษณะ ของการเป็นโสด และแต่งงานแล้ว คือ หญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน อายุระหว่าง 10-15 ปี ใช้ผ้านุ่งที่เรียกว่าซิ่นเข็น โอกาสพิเศษ ก็จะนุ่งซิ่นตีนจก ใช้ผ้าแถบ คาดปิดหน้าอก ทอเป็นผืนยาว เรียกว่า “ผ้าแฮ้งตู้” เมื่ออายุระหว่าง 15-20 ปี จะแต่งทรงผม นิยมรวบขึ้น แบบเกล้ามวย เรียกว่า “โค้งผม” อายุ 20 ปีขึ้นไป จะทำทรงผมเรียกว่า “ฮอดเกล้า” คือ รวบผมขึ้นมาขอดไว้ ตรงกลางศีรษะ ด้านหน้า ตรงบริเวณหน้าผาก แล้วปล่อยชายผม โผล่ออกไปด้านข้าง ด้านใดด้านหนึ่ง

ผู้หญิงที่แต่งงาน หรือมีอายุ 20 ปีขึ้นไป นิยมไว้ทรงผมทรง “ฮอดเกล้า” ใช้ผ้านุ่งเป็นซิ่นตาเติบ ในโอกาสพิเศษ จะใช้ผ้านุ่ง ซิ่นมุกตีนจก ผู้หญิงสูงอายุ จะเปลี่ยนทรงผมตัดสั้น เรียกว่า “ทรงดอกกระทุ่ม”

เครื่องประดับนิยมใช้แต่งในโอกาสพิเศษ เช่น ไปทำบุญหรือพิธีต่างๆ นิยมประดับด้วยทอง มีปิ่นปักผม สายสร้อย ตุ้มหู กำไล แหวน สร้อยสังวาลย์ที่เรียกว่า “แม่แล่ง”

2. ภาษา

ชนะ เข็มมุกต์ และ อุทิศ กุมาร (2545) ได้ศึกษาค้นคว้าและเรียบเรียงเป็นข้อสังเกตการออกเสียงพูดในภาษาไทยพวน โดยใช้ข้อมูลจากการสนทนา สัมภาษณ์ ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในตำบลหาดเสี้ยว อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เพื่อให้ได้ข้อมูลการออกเสียงที่ถูกต้องของไทยพวนดั้งเดิม โดยเฉาะอย่างยิ่งการออกเสียง “ ญ ” ( เสียงนาสิก ) ซึ่งในภาษาไทยภาคกลางไม่มี คงออกเสียงเป็น “ ย ” เหมือนกันทั้ง “ ญ ” และ “ ย ” ดั้งนั้น ข้อสังเกตภาษาพูดของไทยพวนหาดเสี้ยว อาจมีบางส่วนที่แตกต่างจากสำเนียงพูดของชาวไทยพวนจังหวัดอื่นๆบ้าง เนื่องจากสภาพของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมือนกันในปัจจุบัน สรุปได้ดังนี้

  1. ตัวอักษร “ ฉ ” ของไทยกลาง ไทยพวนจะออกเสียงเป็นตัว “ ส ” และ “ ช ” , “ ฌ ” จะออกเสียงเป็น “ ซ ” เช่น เชื้อชาติ เป็น เซื้อซาติ
  2. ไม่นิยมออกเสียงอักษร “ ร ” , “ ล ” ควบกล้ำ เช่น 
    ครู เป็น คู
  3. ตัวอักษร “ ย ” , “ ญ ” ส่วนมากออกเสียงขึ้นนาสิก ( จมูก ) เช่น 
    พู้ - ญิง แปลว่า ผู้หญิง
    ส่วนน้อยที่ออกเสียง “ ย ” ตามเดิม เช่น ย้าน แปลว่า กลัว
  4. ออกเสียงสระ เ - อ แทน สระ ใ - , ไ - ในภาษาไทยกลาง เช่น 
    ใหม่ เป็น เหม่อ
    ที่ออกเสียงสระ ใ - , ไ - ตามปกติ แต่เสียงขึ้นนาสิก เช่น 
    พ่อใหญ่ เป็น พ่อใหญ่ ( นาสิก )
    คำพยางค์ปิด ที่มีตัวสะกดในแม่กก จะออกเสียงเป็นพยางค์เปิด ( ไม่มีตัวสะกด ) เช่น 
    ปาก เป็น ปะ
  5. อักษร “ ร ” ในไทยกลาง จะออกเสียงเป็น “ ฮ ” เช่น 
    เรียน เป็น เฮียน
  6. คำออกเสียงวรรณยุกต์โท จะออกเสียงเป็นตรี เช่น 
    ป้า เป็น ป๊า
  7. คำออกเสียง “ ร ” จะออกเสียงเป็น “ ล ” เช่น 
    ห้าร้อย เป็น ฮ้าล้อย
  8. นิยมใช้คำว่า “ บ๊า ” นำหน้าชื่อสัตว์ เช่น 
    อีแร้ง เรียก บ๊าแฮ้ง
    กระรอก เรียก บ๊าจ๊อน
  9. เรียกลักษณะนามของสัตว์ว่า “ โต ” เช่น 
    ไก่สามตัว เรียก ไก่สามโต
  10. คำว่า “ มะ ” ที่นำหน้าชื่อผลไม้จะเรียกว่าเป็น “ หม่า ” และเรียกลักษณะนามเป็น “ หน่วย ” เช่น 
    ขนุนสองลูก เรียก หม่ามี้สองหน่วย
    มะพร้าวลูกเดียว เรียก หม่าพ้าวหน่วยเดียว
  11. มีวงศัพท์ของตนเอง เช่น
    หน้าต่าง เรียก ป่องเอี๊ยม
    หน้าผาก เรียก หน้าแด่น
    มะละกอ เรียก หม่าหุ่ง
    ลูกพุทรา เรียก หม่ากะทัน
  12. คำทักทายปราศรัยไต่ถาม มักออกเสียงลงท้ายด้วย เ - อ บ๊อ ก้อ ล่า ล้า ท้อ และ บุ๊ เช่น
    ไปกะเลอ , ไปเก๋อ แปลว่า ไปไหน
    เจ๊าแม่นเผอ แปลว่า คุณคือใคร
    ไปนำเดียวกันบ๊อ แปลว่า ไปด้วยกันไหม
    กินเค้าล่า แปลว่า กินข้าวแล้วหรือ
    เอ็ดหังก้อ แปลว่า ทำอะไรนะ
    มากันหลายหน่อล้า แปลว่า มากันมากเหมือนกันนะ
    มากี๊ท้อ แปลว่า มานี่เถอะ
    มันอยู่กะเลอบุ๊ แปลว่า มันอยู่ไหนไม่รู้
  13. คำขานรับเมื่อถูกเรียก จะใช้คำว่า “ เฮย ” แต่ถ้าเป็นคำขานรับเมื่อพระสงฆ์เรียก จะใช้คำว่า “ ค้าน่อย ” ( ปัจจุบันใช้กันน้อยแล้ว ) และคำนี้ใช้เป็นคำขานรับของสามเณรเมื่อพระสงฆ์เรียกด้วย
    อนึ่ง การเรียกคนในภาษาพูดของชาวพวนนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่า จะมีคำว่า “ เอ้ย ” ต่อท้ายด้วย เช่น
    พ่อใหญ่เอ้ย
  14. คำตอบรับเมื่อได้รับคำสั่งจะใช้คำว่า “ เอ้อ ” ส่วนคำปฏิเสธ ใช้คำว่า “ บ่ ” นำหน้า เช่น
    บ่ได๊ บ่ไป บ่เอา
    กรณีได้รับคำสั่งจากพระสงฆ์ คำตอบรับจะใช้คำว่า “ เจ้า ” ส่วนคำปฏิเสธยังคงใช้คำว่า “ บ่ ” เหมือนฆราวาส
    คำว่า “ เจ้า ” กับ “ ค้าน่อย ” ในข้อ 14 จะใช้คู่กันเสมอเมื่อพูดกับพระสงฆ์
  15. นิยมใช้คำว่า “ อี่ ” นำหน้า เวลาเรียกชื่อญาติผู้ใหญ่ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นการให้เกียรติ หรือแสดงความใกล้ชิดสนิทสนม และเคารพนับถือ เป็นคำสุภาพเทียบได้กับคำว่า “ คุณ ” ในภาษาไทยกลาง เช่น
    อี่พ่อ หมายถึง คุณพ่อ
    อี่แม่ หมายถึง คุณแม่
  16. นิยมใช้คำว่า “ อี่ ” นำหน้าชื่อผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกัน อายุไล่เลี่ยกัน หรืออายุน้อยกว่า เช่น อี่สี อี่นวล อี่สาย อี่ลำไย ยกเว้นคำว่า “ อี่แอ ” ใช้เรียกเด็กผู้หญิงที่ยังเด็กไร้เดียงสา
  17. นิยมเรียกคำว่า “ บ๊า ” นำหน้าชื่อ ผู้ชาย ที่เป็นเพื่อนกัน อายุไล่เลี่ยกัน หรืออายุน้อยกว่า เช่น บ๊าดี บ๊าอาน บ๊าสง บ๊าดำ บ๊าทุน เป็นต้น แต่คำว่า “ บ๊าแอ ” เป็นคำเรียกเด็กชายเล็กไร้เดียงสา ในข้อ 17 และ 18 นี้ ถ้าพูดคำว่า “ น้องแอ ” จะหมายรวมถึงเด็กชายและเด็กหญิงที่ยังเป็นเด็กอ่อน
  18. เด็กชายวัยรุ่นที่ผ่านการบวชเป็นสามเณร นิยมเรียก “ เซียง ” นำหน้าชื่อ หรือบางทีก็เรียก “ อ๊ายเซียง ” นำหน้า เพื่อยกย่อง เพราะคำว่า “ อ๊าย ” หมายถึงพี่ชาย
  19. ผู้ชายที่ผ่านการบวชเป็นพระภิกษุ สึกแล้วจะเรียกว่า “ ทิด ” หรือ “ อ๊ายทิด ” นำหน้าชื่อ เพื่อยกย่องเช่นเดียวกัน
  20. นิยมเรียกผู้ชายอาวุโสว่า “ อ๊าย ” หรือ “ อ๊ายทิด ” และเรียกผู้หญิงที่อาวุโสกว่าว่า “ เอ๊ย ” นำหน้าชื่อ แต่ถ้าเป็นญาติก็เรียกตามศักดิ์เหมือนไทยกลาง ต่างกันตรงหน่วยเสียง เช่น ป้า เป็น “ ป๊า ” และถ้าเป็นอาผู้หญิง จะเรียกว่า “ คั้ว ” อาผู้ชาย เรียกว่า “ อาว ”
  21. ใช้คำสรรพนามหลากหลาย กล่าวคือ
    สรรพนามบุรุษที่ 1 ได้แก่คำว่า
    กัน ใช้กรณีผู้พูดมีอายุเท่าคู่สนทนา หรือมากกว่า
    ค้อย ใช้เมื่อพูดอายุน้อยกว่าคู่สนทนา
    เฮา ใช้กรณีพูดกับญาติผู้ใหญ่ หรือ ผู้มีอายุมากกว่า
    คะน้อย ใช้เมื่อพูดกับพระสงฆ์
    สรรพนามบุรุษที่ 2 ได้แก่คำว่า
    โต ใช้คู่กับคำว่า กัน ในสรรพนามบุรุษที่ 1
    เจ๊า ใช้คู่กับคำว่า ค๊อย ในสรรพนามบุรุษที่ 1
    สรรพนามบุรุษที่ 3 ได้แก่คำว่า
    เพิ่น ใช้พูดถึงคนอาวุโสกว่า
    มัน ใช้กับผู้อายุน้อยกว่า เพื่อนสนิท 

 

กลับสู่ด้านบน