ประเพณีไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว

 

  1. ประเพณีแห่ช้างบวชนาค

  2. ประเพณีกำฟ้า

  3. การเล่นนางกวัก

  4. จุลกฐิน

ประเพณีแห่ช้างบวชนาค

ชาวตำบลหาดเสี้ยวที่นับถือศาสนาพุทธ มีความเชื่อในเรื่อง อานิสงค์ของการบวช ทั้งการบวชพระ และบวชเณร ดังนั้นครอบครัว ที่มีบุตรหลานเป็นชาย เมื่ออายุครบบวช ก็จะจัดการทำพิธีบวชให้

ผู้บวชที่จะบวชพระได้ ต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ส่วนเด็กที่จะบวชเณรนั้น บวชได้ตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไป ผู้ชายหาดเสี้ยวคนใด ที่มีเหตุจำเป็น ไม่ได้บวชเมื่ออายุครบ หรือแต่งงานก่อนบวช พ่อแม่ก็ต้องพยายามหาโอกาส ให้บวชให้ได้ ในภายหลัง แต่เดิม จะนิยมจัดงานในวันแรม 3 ค่ำ เดือน 4 และบวชในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 4

การบวชในปัจจุบัน มีรูปแบบการจัด 2 แบบ คือ

งานบวชธรรมดา ไม่จัดพิธีเอิกเกริก ส่วนใหญ่จะเป็นการบวชพระ ในช่วงก่อนเทศกาลเข้าพรรษา โดยการบอกกล่าว ญาติใกล้ชิด มาร่วมในการทำขวัญ และนำนาคไปวัด เพื่อทำพิธีบวช การบวชแบบนี้ มักจะบวชจนครบพรรษา

บวชหมู่ นิยมบวชกันในเดือนสี่ (ประมาณเดือนเมษายน) ซึ่งเป็นช่วงที่มีวันหยุดหลายวัน ระยะเวลาในการบวชจะมีตั้งแต่ 7 – 15 วัน จนถึงหนึ่งเดือน การบวชในลักษณะนี้ ถือเป็นงานประเพณีประจำปี ของท้องถิ่น นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 เป็นต้นมา มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน ในการจัด โดยถือเอาวันที่ 7 เมษายน ของทุกปีเป็นวันงาน และชาวบ้านเรียกว่า “งานแห่ช้างบวชนาค”

ก่อนวันบวช จะมีกลุ่มผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง เป็นตัวแทนของแต่ละเจ้าภาพ ที่จัดงานบวช เดินไปบอกบุญ ตามบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อให้ไปร่วมงานกัน เรียกว่า “เถี่ยวบ๊าน”

งานบวชนี้ จะจัดงานรวมทั้งสิ้น 3 วัน คือ วันสุกดิบ เป็นวันเตรียมตัวของผู้บวช และเจ้าภาพ ในการจัดเตรียม ในเรื่องอาหารไว้เลี้ยงแขก ที่เชิญมาร่วมงาน รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องอัฐบริขาร ซึ่งเรียกว่า “เครื่องกองบวช”

วันที่สอง เป็นวันแห่นาค ในวันนี้จะทำพิธี โกนผมนาค อาบน้ำ แต่งตัวนาคจะสวมเสื้อสีสด บางคนใส่เสื้อกำมะหยี่สีเหลือง ที่สาบเสื้อ และปลายแขนประดับด้วยตีนจก นุ่งโจงกระเบนหลากสี เช่น สีเขียว แดง ม่วง ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ เช่น สร้อยคอทองคำ เข็มขัดนาค แหวน สวมเทริดที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ไว้เหนือศีรษะ แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง และสวมแว่นตาดำ

ส่วนช้างที่นำมาร่วมขบวน เป็นพาหนะของนาค ก็จะถูกนำไปอาบน้ำที่แม่น้ำยม ตกแต่งด้วยผ้าลาดช้าง และผ้าคลุมหัวช้าง ที่ตกแต่งด้วยผ้าที่จก เป็นลวดลาย บนคอช้าง วางพาดด้วยฝ้ายใจขนาดใหญ่ สีขาว ซึ่งผ้าต่างๆเหล่านี้ ในสมัยก่อน จะทอกันเอง เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ

การแห่นาคด้วยขบวนช้างนั้น จะจัดขึ้นในตอนบ่าย โดยที่นาคทุกคน จะมารวมตัวกัน ที่วัดหาดเสี้ยว ก่อนที่จะตั้งขบวนแห่ ไปตามถนนใตลาด และอ้อมผ่านถนนนอกชุมชน แล้วจึงย้ายไปตามบ้านของตน ในตอนค่ำจึงมีพิธีทำขวัญนาค

ตลอดงาน และในขบวนแห่ จะมีแตรวง หรือกลองยาวมาประโคมเฉลิมฉลอง รวมทั้งมีการเต้นรำ อย่างสนุกสนาน โดยแขกที่มาร่วมงานแต่ละบ้าน ซึ่งแต่เดิมในขบวนแห่ จะมีแต่ปี่แต๊ หรือปี่ชวา และกลองรำมะนาเท่านั้น ในตอนกลางคืน ของวันสุกดิบและวันแห่นาค มักจะมีการจ้างมหรสพ มาแสดงฉลองนาคที่บ้าน ของแต่ละคนด้วย

ในวันที่สาม ซึ่งเป็นวันบวชนั้น จะจัดพิธีธรรมดาเป็นการพานาคเดินไปวัดเพื่อทำพิธีขอบวชนาคเช่นเดียวกับการบวชทั่วไป เมื่อขอบวชเรียบร้อยแล้ว ก็ถือเป็นการเสร็จพิธี หลังจากบวชแล้วจะมีคำเรียกผู้ที่บวชเป็นพระว่า “เจ้าหัว”หรือ “หม่อม” เมื่อสึกออกไปแล้ว จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “อ้ายทิด” ส่วนสามเณรนั้น จะมีคำนำหน้าเรียกว่า “จั่วอ๊าย” และเมื่อสึกออกไปแล้ว จะมีคำนำหน้าชื่อว่า “เซียง”

ปัจจุบัน ประเพณีนี้ได้กลายเป็น ประเพณีประจำปี ของอำเภอศรีสัชนาลัย ทางราชการ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการให้การสนับสนุน ด้านงบประมาณจัดงาน ในแต่ละปี เฉลี่ยให้แก่บ้านที่จะจัดงานบวช รายละเท่าๆกัน เริ่มตั้งแต่ ประมาณปี 2529 เป็นต้นมา เป็นโยบาย เพื่ออนุรักษ์ประเพณีพื้นบ้าน และส่งเสริมการท่องเที่ยว ของจังหวัดสุโขทัย

งานบวช จึงเป็นงานประเพณีงานหนึ่ง ที่มีผ้าชนิดต่างๆจำนวนมาก เช่นผ้าโจงกระเบน ผ้าห่อคัมภีร์ ผ้ากราบ ผ้ากั้ง ซึ่งผ้าเหล่านี้ แม่ของผู้บวช หรือคู่รัก จะเป็นผู้ทอเตรียมไว้ก่อน นอกจากนั้น ช้างที่ร่วมขบวน ก็ได้รับการประดับตกแต่ง ด้วยผ้าชนิดต่างๆ และสิ่งสำคัญก็คือ ฝ้ายใจขนาดใหญ่ สีขาว สีแดง ที่แสดงให้เห็นถึง ความสำคัญของฝ้าย ในชุมชน ตำบลหาดเสี้ยว ได้เป็นอย่างดี


กลับสู่ด้านบน

ประเพณีกำฟ้า

“ กำเกียง กำบ่ดี ฟ้าผ่า กำฟ้า กำบ่ดี เสือขบ ”

เป็นคำบอกเล่าของชาวไทยพวนที่สืบทอดกันมา บ่งบอกถึงความเคร่งครัด ในการยึดถือปฏิบัติ ประเพณีที่มีมาแต่โบราณ ที่เรียกว่า “ กำฟ้า ” “ กำเกียง ”

กำ หมายถึง ยึด หรือ ถือ ไม่ทำสิ่งที่ห้าม

ฟ้า หมายถึง ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษไทยพวนในอดีตชาติ

“ กำฟ้า ” หมายถึง การหยุดพักไม่ทำการใดๆ เนื่องจากในอดีต ชาวนาเกรงกลัวฟ้ามาก หากผีฟ้าพิโรธ อาจทำให้เกิด ความแห้งแล้ง อดอยากหรือฟ้าอา จ จะผ่าคนตาย จึงเกิดประเพณีกำฟ้าขึ้น งดเว้นจากการงาน ที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ทั้งหมด ถึงวันนี้ ตามประเพณีจะทำสำรับ คาวหวาน ถวายพระ เช้า-เพล ตอนสายๆและกลางวัน เด็กๆจะเล่นไม้ หม่าอื๊ อ ( ไม้งัด ) ส่วนตอนกลางคืน เด็กเล็ก และหนุ่มสาว จะเล่นกันอย่างสนุกสนาน เช่นผีนางกวัก โดยปรกติปีหนึ่งจะกำ 3 ครั้งหรือสามวัน ในปัจจุบัน จะมีการกำ ดังนี้

กำ ครั้งที่ 1 ขึ้น 2 ค่ำเดือน 3 ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินถึงพระอาทิตย์ตกดินของวันรุ่งขึ้น

กำ ครั้งที่ 2 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 3 ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินถึงเวลาคืนเพล ( เป็นภาษา ถิ่น ไทยพวน คือ เวลาฉันอาหารกลางวันของพระสงฆ์ )

กำ ครั้งที่ 3 ขึ้น 14 ค่ำเดือน 3 ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดินถึงเวลาจังหัน ( เวลาฉันอาหารเช้าของพระสงฆ์ )

ก่อนเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ พ่อแม่ปู่ย่าตายาย จะบอกให้ลูกหลาน เตรียมข้าวปลาอาหาร น้ำกินน้ำใช้ ให้ครบบริบูรณ์ ฟืนไฟในครัว ข้าวสารอาหารแห้ง ต้องมีให้พร้อม เพราะเมื่อถึงเวลา กำฟ้า ชาวบ้านจะหยุดทำงานทุกอย่าง ไม่ตำข้าว ไม่ผ่าฟืน ไม่ซักผ้า วัวควายไม่ต้องปล่อยออกไปเลี้ยง กลางทุ่งนา แม้กระทั่งผัวเมีย ก็บ่แตะบ่ต้อง เหล็กหรือฆ้องบ่ตี นับเป็นเวลา 3 ถึง 5 วัน ผู้ใหญ่ในบ้าน ก็จะนำอาหารคาวหวาน ไปทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ที่วัด ครั้นตกค่ำ จะมีการละเล่นรื่นเริง ของหนุ่มสาว “ ...... ช่อมะลิป่า สัญญากันว่าไม่ลืม หัวใจปลาบปลื้ม ไม่ลืมอะไรทั้งนั้น เธอกระซิบเบาเบา เธอกระซิบเบาเบา ใจฉันเฝ้าผูกพัน เมื่อได้ชมแสงจันทร์ รักกันให้มั่นอย่าลืม รักกันให้มั่นอย่าลืม ..... ”

ในบริเวณลานบ้าน ยามค่ำคืนของขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 หนุ่มสาวชาวพวน จะร้องเพลงเกี้ยวสาว มีการละเล่นจนดึกดื่น แม้อากาศจะหนาว สายสัมพันธ์ไมตรี สามารถทำให้เกิดความอบอุ่น ได้อย่างน่าประหลาดใจ ประเพณีอันทรงคุณค่านี้ ยังแฝงการเสี่ยงทาย ดวงชะตาราศี ประจำปีของหมู่บ้าน บรรพบุรุษของชาวไทยพวนสอนไว้ว่า ในระหว่างวัน “ กำฟ้า ” ให้ถือเคล็ด ฟังเสียงฟ้าร้อง และการได้ยินนั้น ท่านให้ถามจากคนหูตึงในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนมาก มักจะถามผู้สูงอายุ ที่หูตาไม่ค่อยดี และเป็นผู้ที่เรา ให้ความเคารพนับถือ ในหมู่บ้าน

หากปีใดเสียงฟ้าร้องดังมาจากทิศใต้ ท่านว่าไว้ว่าชาวบ้านจะ “ อดเกลือ ”

หากเสียงดังมาจากทิศเหนือจะ “ อดข้าว ”

หากดังมาจากทิศตะวันตก ชาวบ้านจะ “ เอาจามาทำหอก ” หมายถึง ปีนั้นจะเกิดศึกสงคราม มีศัตรูมาเบียดเบียน ( “ จา ” หมายถึง จอบขุดดินขนาดเล็ก )

หากดังมาจากทิศตะวันออก ชาวบ้านจะ “ เอาหอกมาทำจา ” หมายความว่า ปีนั้นบ้านเมืองจะร่มเย็นเป็นสุข ข้าวปลา อุดมสมบูรณ์ ไม่มีโรคภัย มาเบียดเบียนผู้คนและสัตว์เลี้ยง

นอกจากนี้ จะถือเคล็ดการดูดวงอาทิตย์ตอนรุ่งเช้าของวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ยังเป็น เครื่องบอกเหตุลาง ถึงสภาพความเป็นไป ของฤดูกาลในปีนั้นๆ อีกด้วย กล่าวคือ

หากดวงอาทิตย์ โผล่พ้นขอบฟ้าทางเบื้องทิศตะวันออกแล้ว มีก้อนเมฆบดบังมาก ท่านทำนายว่า ฝนจะดี ข้าวปลาอาหาร อุดมสมบูรณ์ เรือกสวนไร่นา ได้ผลผลิต เต็มเม็ดเต็มหน่วย หากมีก้อนเมฆ ( ภาษาพวนเรียกว่า “ ขี้เฟื้อ ” ) บดบังดวงอาทิตย์ เพียงเล็กน้อย ท่านทำนายว่า ฝนฟ้าจะไม่ตกต้อง ตามฤดูกาล น้ำจะน้อย ต้องคอยทำเหมือง ทำฝาย ไว้กั้นน้ำล่วงหน้า มิฉะนั้น จะไม่มีน้ำทำไร่ทำนา หากดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าโดยปราศจากก้อนเมฆบดบัง ท่านทำนายว่า ฝนจะมาล่า หลงฤดู ต้นปีน้ำน้อย ปลายปีน้ำมาก ข้าวในนาต้นปีจะไม่ทันน้ำ ปลายปีน้ำจะท่วมใหญ่ ข้าวในนาจะเสียหาย หากดวงอาทิตย์ มีเมฆมาบดบัง จนหนาทึบ ทำนายว่า น้ำต้นปีจะดีมาก แต่ปลายปีจะขาดแคลน ให้เร่งกักเก็บน้ำไว้ เพื่อให้ข้าวทันน้ำ

“ พิธีเสียแล้ง ” เป็นพิธีกรรมตอนสุดท้าย ในตอนเย็นของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ของประเพณีกำฟ้า บรรพบุรุษสั่งสอน สืบทอดกันมาว่า หากปีใด ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เป็นไปในทางที่ไม่เป็นมงคล ก็ให้ปู่ย่าตายาย ที่เคารพนับถือ เอาดุ้นฟืนในเตาไฟที่ไหม้เหลือ จากการหุงหาอาหาร ตอนเย็นของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ให้ถือไปที่ริมฝั่ง แม่น้ำลำคลอง แล้วอธิษฐาน ให้วิญญาณบรรพบุรุษ ดลบันดาลให้บ้านเมือง อยู่ร่มเย็นเป็นสุข ให้ฝนตกต้อง ตามฤดูกาล แล้วโยนดุ้นฟืน ลงไปในกระแสน้ำ เป็นอันเสร็จพิธี และถือว่าเป็นการสิ้นสุด ประเพณีกำฟ้าในปีนั้น

สรุปประเพณีกำฟ้า หมายถึงประเพณีที่ถือปฏิบัติกันต่อๆกันมา เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี ของดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษ


กลับสู่ด้านบน

การเล่นนางกวัก

“ นางกวักเอย นางกวักเจ้าแม่กวัก อีพ่อหยักแหย่ อีแม่แหย่หย่อ ก้นหยุกก้นหยอมาสูงเอียงข้าง เจ้าอวดอ้างต่ำหุ เดือนหงาย ตกดิน ตกทราย เดือนแจ้ง เจ้าแม่แอ้งแม่ง จากฟ้าลงมา นางสีดาแก่งแหน ต้อนแต้น ต้อนแต้น .... ”

เสียงเพลงอัญเชิญดวงวิญญาณในการละเล่นพื้นบ้านที่เรียกว่า “ การเล่นนางกวัก ” ยังคงก้องกังวาน ในยามค่ำคืน ของวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 3 เสมอ การเล่นนางกวัก เป็นการละเล่นที่นำกวัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่ง ในการทอผ้า มาตกแต่ง ใส่หัว ที่นำมาจากกะลามะพร้าว แล้วเขียนคิ้ว ทาปากให้สวยงาม แล้วอัญเชิญดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษ มาเข้าสิงสถิต เพื่อทำการ เสี่ยงทาย ซึ่งอาจจะเสี่ยงทาย ในเรื่องของคู่รัก การทำงาน หรือโชคชะตาชีวิต

ในสมัยก่อน ตอนค่อนแจ้ง กะพอแสงเงินแสงทอง จับขอบฟ้า ลูกหลาน จะเตรียมหาบซ้าแฮ ( ตะกร้าใส่อาหารคาวหวาน ) ไปถวายพระที่วัด ครั้นพอพระสงฆ์ ฉันอาหารเสร็จ อาหารคาวหวานและข้าวจี่ที่เหลือ จะแบ่งปันกันกิน ( ข้าวจี่ หมายถึง ข้าวเหนียวนึ่ง ที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ รีๆ เหมือนผลมะตูม หรือฟองไข่เป็ด แล้วนำไม้ไผ่ ที่เหลายาว ประมาณศอกเศษ เสียบทะลุตรงกลาง นำไปปิ้งไฟให้ข้าวเหนียวสุก อาจจะนำเกลือป่นโรยสักนิดก็ได้ )


กลับสู่ด้านบน

จุลกฐิน

จุลกฐิน นับเป็นกฐินสด หรือ กฐินด่วน ที่ไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว มีส่วนร่วม ทั้งที่เป็นเจ้าภาพเอง และไปช่วยไทยพวน จังหวัดอื่น เป็นเจ้าภาพ ความหมายของคำว่า จุลกฐิน นี้นั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 319 มีปรากฎ ดังนี้ จุลกฐิน น. เรียกพิธีทอดกฐินที่ต้องทำตั้งแต่ ปั่นด้าย ทอ เย็บ ย้อม ผ้ากฐิน และถวายสงฆ์ให้เสร็จ ในวันเดียว โดยปริยาย หมายความว่า งานที่ต้องทำอย่างชุลมุนวุ่นวาย เพื่อให้เสร็จทันเวลา อันจำกัด นับเป็นงานกฐิน ที่เมื่อทอดแล้ว น่าจะได้บุญกุศล มากกว่ากฐินธรรมดา เพราะเท่าที่ได้สอบถาม ชาวไทยพวนหาดเสี้ยว ที่เป็นทีมงานเดินสาย รับจุลกฐินทั่วประเทศ เขาบอกว่า จริงๆแล้วบางวัดเจ้าภาพ จะเริ่มตั้งแต่ปลูกฝ้าย โดยทำเป็นต้นฝ้ายจำลอง ณ บริเวณลานวัดที่จัดงาน แล้วให้ศรัทธาสาธุชน ซื้อปุยฝ้ายจากกรรมการวัด ที่จัดเตรียมไว้ ไปประดับที่ต้น เมื่อประดับ จนครบทุกต้นแล้ว คณะทีมงานจุลกฐิน จะเริ่มงานมหกรรม ตั้งแต่ เก็บฝ้าย ตูน อิ๊ว ลอม ยิง เข็น และย้อม พร้อมนำผ้า ที่ย้อมเหลืองแล้ว เป็น ผ้ากฐิน และนำไปประกอบพิธี ทอดกฐิน ต่อไป

การจุลกฐินของไทยพวนหาดเสี้ยว นิยมจัดผนวกกับการกวนข้าวทิพย์ และทอดผ้าป่าไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ การทอดผ้าป่านี้นั้น มักมีไทยพวนจังหวัดอื่น จัดกองผ้าป่า มาร่วมกุศลด้วย และการจัดงานจุลกฐินนี้ นานปีถึงจะจัดกันได้สักครั้ง อย่างที่วัดหาดเสี้ยว จัดงานจุลกฐินครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2540 ก็ต้องจัดห่างจากครั้งก่อนถึง 48 ปี


กลับสู่ด้านบน

 

กลับสู่ด้านบน