ผ้าไทยพวน

 

มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. กรรมวิธีการทอผ้าแบบโบราณ

  2. ประเภทผ้าไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว

    2.1. ผ้าตีนจก
    2.2. ผ้ามุก
    2.3. ผ้าลายพริกไทย
    2.4. ผ้าลายสอง
    2.5. ผ้ายกดอก

  3. เครื่องมือ วัสดุ - อุปกรณ์ ที่ใช้ในการทอผ้า

1. กรรมวิธีการทอผ้าแบบโบราณ

การทอผ้าแบบโบราณของชาวไทยพวน แต่เดิมจะปลูกฝ้าย และนำฝ้ายมาปั่นด้วยมือ เรียกว่า ฝ้ายเข็น และย้อมสีธรรมชาติ ในการทอผ้า สีที่ใช้ในการทอผ้าส่วนมากจะเป็นสีแหล้ ( สีเข้ม ) ซึ่งปัจจุบัน การเข็นฝ้ายนั้นหาดูได้ยาก เพราะส่วนใหญ่จะใช้ฝ้ายจากโรงงาน ทำให้กระบวนการบางอย่างในการทอผ้าค่อยๆหายไป ดังนั้น เราเป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญา ควรจะอนุรักษ์ไว้ซึ่งกรรมวิธีการทอผ้าแบบดั้งเดิม ซึ่งขั้นตอนการทอผ้าแบบโบราณ สรุปไว้ 13 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ การตูนฝ้าย คือ การนำปุยฝ้ายจากต้นฝ้ายมาผึ่งแดดโดยใช้เสิง เพื่อให้ปุยฝ้ายแห้งและเลือกเอาขยะออก

การตูนฝ้าย

ขั้นตอนที่ การอิ๊วฝ้าย คือ การนำปุยฝ้ายที่เลือกขยะออกแล้ว มาหีบเอาเมล็ดออกโดยใช้อิ๊ว

การอิ๊วฝ้าย

ขั้นตอนที่ การยิงฝ้าย คือ การนำปุยฝ้ายที่ได้ มาดีดด้วยกงฝ้าย เพื่อให้ปุยฝ้ายละเอียดกลายเป็นเนื้อเดียวกัน

การยิงฝ้าย

ขั้นตอนที่ การล้อมฝ้าย คือ การนำปุยฝ้ายที่ละเอียดแล้วมาล้อเป็นแท่งกลม ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 เซนติเมตร ฝ้ายกลมแท่งนี้เรียกว่า ล้อมฝ้าย

การล้อมฝ้าย

ขั้นตอนที่ การเข็นฝ้าย คือ การนำล้อมฝ้ายมาเข็น เพื่อให้เป็นเส้นด้าย ด้วยหลา

การเข็นฝ้าย

ขั้นตอนที่ การเปียฝ้าย คือ การนำฝ้ายที่เข็นแล้วออกจากหลา ด้วยเปีย เพื่อทำฝ้ายให้เป็น กำ หรือ ใจ

การเปียฝ้าย

ขั้นตอนที่ การเฮ้าน้ำข้าวฝ้าย ( การลงน้ำข้าว ) คือ การนำฝ้ายที่เป็นกำ หรือ ใจ ไปย้อมสี ก่อนนำไปลงน้ำข้าว ( น้ำที่รินจากหม้อหุงข้าว ) เพื่อให้เส้นฝ้ายเหนียวไม่ขาดง่าย

การเฮ้าน้ำข้าวฝ้าย

ขั้นตอนที่ การตากฝ้าย คือ การนำฝ้ายที่ลงน้ำข้าวแล้วมาทำความสะอาดโดยใช้ไม้ตีผงข้าวสุกออก ก่อนนำไปตากแดดให้แห้ง

การตากฝ้าย

ขั้นตอนที่ การกวักฝ้าย คือ การนำฝ้ายที่แห้งแล้วมากวัก เพื่อจัดเรียงเส้นฝ้ายใหม่ให้ยาวติดต่อกัน

การกวักฝ้าย

ขั้นตอนที่ 10 การค้นหูก คือ การนำฝ้ายที่กวักแล้วไปค้นเป็นเครือ ด้วย เผือ เรียกว่า เครือหูก

การค้นหูก

ขั้นตอนที่ 11 การสืบหูก คือ การนำเครือหูกมาสืบต่อใส่ฟืม เพื่อต่อฝ้ายยืน

การสืบหูก

ขั้นตอนที่ 12 การฮ้างหูก ( การแต่งเครือหูก ) คือ การนำเครือหูกที่สืบต่อฝ้ายยืนแล้วมาขึงในกี่ เพื่อเตรียมทอ

การฮ้างหูก

ขั้นตอนที่ 13 การปั่นหลอด คือ การกรอด้ายใส่ไม้ก้อหลอด เรียกว่า กรอหลอดด้าย แล้วนำมาใส่กระสวย เพื่อเตรียมทอ

การปั่นหลอด

เมื่อครบทั้ง 13 ขั้นตอนแล้ว ก็สามารถทอผ้าได้ โดยอาจมีผ้าบางประเภท ต้องใช้อุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การทอผ้าตีนจก จะต้องใช้ขนเม่น ในการจก การทอผ้ายกดอก ต้องมีการเก็บลายก่อน และขณะทอ จะใช้ไม้แป้นขิด ยกตามลวดลาย เพื่อสอดด้ายพุ่ง ให้เกิดลวดลาย เป็นต้น


กลับสู่ด้านบน

2. ประเภทผ้าไทยพวนบ้านหาดเสี้ยว

2.1.ผ้าตีนจก

การทอผ้าตีนจกแบบดั้งเดิมของชาวไทยพวนหาดเสี้ยว จะใช้ขนเม่นในการจก ( ล้วง ) ฝ้ายจากด้านล่างขึ้นด้านบน บนเส้นยืน โดยจะทอผ้าจากด้านหน้าของผ้าจก ( ผ้าตีนจกของที่อื่นๆ เช่น ผ้าจกแม่แจ่ม ผ้าจกราชบุรี จะทอจากด้านหลัง )

ผ้าตีนจก 9 ลาย

2.1.1. ลักษณะเด่นของผ้าตีนจกไทยพวนหาดเสี้ยว

ผ้าตีนจกไทยพวนมีลักษณะที่แตกต่างจากผ้าตีนจกของที่อื่นๆ คือ การใช้ขนเม่นในการจกฝ้ายจากด้านล่างขึ้นด้านบน บนเส้นยืน ให้เป็นไปตามลวดลายโดยมิได้มีการเก็บลวดลายไว้ล่วงหน้า ผู้ทอผ้าตีนจกจะต้องใช้ความชำนาญในการจดจำลวดลาย เพื่อให้การทอผ้าเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และการทอผ้าแต่ละแถว จะต้องใช้ความวิริยะ อุตสาหะ เพราะต้องนับเส้นด้ายแต่ละเส้น เพื่อใส่ด้ายสีในการจกเข้าไปโดยใช้ขนเม่นในการสอดด้ายสีนั้นๆ ระยะเวลาในการทอผ้าตีนจก จึงต้องใช้เวลานานกว่าผ้าประเภทอื่นๆ แต่เมื่อแล้วเสร็จ ผ้าตีนจก จะเป็นผ้าที่มีความงดงาม ประณีต กว่าผ้าผืนใดๆ ของชาวไทยพวน

2.1.2. โครงสร้างของผ้าตีนจกไทยพวนหาดเสี้ยว

โครงสร้างของผ้าตีนจกไทยพวนหาดเสี้ยว ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

  1. ลายประกอบ
  2. ลายหลัก

2.1.3. ลายประกอบของผ้าตีนจก

ลายประกอบของผ้าตีนจก แต่ละลายจะมีความแตกต่างกันไป และมีความหมายแฝงอยู่ในตัวเอง ดังนี้

1. พันคิง ลักษณะเป็นขีดเล็กๆ เรียงต่อกันไปเป็นแถวยาว เป็นลายที่ใช้คั่นสลับระหว่างลายต่างๆ

พันคิง

2. ลายนกคุ้ม ลักษณะเป็นรูปนกตัวเล็กๆสองตัว ยืนเข้าหากันในกรอบเป็นคู่ๆ หมายถึง การอยู่คุ้มเหย้าคุ้มเรือน คุ้มผัวคุ้มเมีย บังเกิดเป็นศิริมงคลต่อการใช้ชีวิตคู่

ลายนกคุ้ม

3. ลายนกคาบ ลักษณะเป็นนกเล็กๆ สองตัวหันหน้าชนกัน และคาบดอกไม้ร่วมกัน หมายถึงการให้สัจจะวาจาที่จะครองรักร่วมกันอย่างจีรังยั่งยืน

ลายนกคาบ

4. ลายนกหมู่ ลักษณะเป็นนกเล็กๆ ยืนเรียงต่อกันไปตลอดผืน หมายถึงการไปเป็นหมู่เป็นพวก ไม่มีความขัดแย้งทั้งในด้านความคิดและการกระทำ บังเกิดความสามัคคี

ลายนกหมู่

5. ลายดอกหมี่ ลักษณะเป็นลายคล้ายดอกไม้ ตกแต่งให้เกิดความสวยงาม

ลายดอกหมี่

6. ลายผีเสื้อ ลักษณะเป็นลายคล้ายผีเสื้อ ตกแต่งให้เกิดความสวยงาม

ลายผีเสื้อ

7. ลายฟันปลา ลักษณะเป็นซี่เล็กๆสูงต่ำคล้ายฟันปลา

ลายฟันปลา

8. ลายสร้อยพร้าว ลักษณะคล้ายก้างปลาวางเป็นแนวติดต่อกัน เป็นลายประกอบเพื่อความสวยงาม

ลายสร้อยพร้าว

9. ลายเครือขอ ลักษณะรูปทรงคล้ายตะขอวางตัวในมุมเอียง แต่ละขอเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือยาว

ลายเครือขอ

10. ลายสร้อยสา ลักษณะจะประกอบด้วย หัวสร้อยสา และมีหางเป็นเส้นตรงยาวลงมาเกือบจรดเชิงผ้า เพื่อเพิ่มความอ่อนช้อยให้กับผ้าตีนจก ซึ่งลายนี้จะเป็นลายสุดท้ายของผ้าตีนจก

ลายสร้อยสา

 

2.1.4. ลายหลักของผ้าตีนจก

ลายหลักของผ้าตีนจก เป็นลายที่อยู่ตรงกลางของผ้าตีนจก มีลักษณะที่เด่นกว่าลายประกอบ ลายหลัก ที่เป็นลายแบบโบราณ ของชาวไทยพวนหาดเสี้ยว มีทั้งหมด 9 ลาย ดังนี้

1. ลายเครือน้อย เป็นลายหลักที่ทอได้ง่าย สามารถให้เด็กฝึกหัดทำได้ โครงสร้างของลายไม่ซับซ้อน ลายประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ ของลายเครือน้อย คือ จะใช้นกหมู่แทนนกคาบ ในสมัยก่อนตีนจกลายเครือน้อย จะต่อกับซิ่นมุก

ลายเครือน้อย

2. ลายเครือกลาง เป็นลายหลักที่คล้ายกับลายเครือน้อย แต่เพิ่มความยากในการจกมากขึ้น ลายประกอบ จะใช้ลายประกอบ ทั่วๆไปเหมือนกับลายอื่นๆ ในสมัยก่อนตีนจกลายเครือกลางมักจะต่อกับซิ่นเข็น

ลายเครือกลาง

3. ลายเครือใหญ่ เป็นลายหลักที่มีดอกไม้อยู่ตรงกลาง ลายประกอบจะใช้ลายประกอบทั่วๆไปเหมือนกับลายอื่นๆ ในสมัยก่อน ตีนจกลายเครือใหญ่ มักจะต่อกับซิ่นมุก

ลายเครือใหญ่

ลายสี่ขอ เป็นลายหลักที่คล้ายลายสิบสองหน่วยตัด แต่มีขนาดเล็กว่า คือ มี 4 ขอ ส่วนใหญ่เป็นผ้าซิ่นสำหรับเด็ก ในสมัยก่อน ตีนจกลายสี่ขอ มักจะต่อกับซิ่นตาหว้า

ลายสี่ขอ

ลายแปดขอ เป็นลายหลักที่คล้ายกับลายมนสิบหก แต่ขนาดเล็กกว่า ลายประกอบที่มีลักษณะเด่น คือ จะใช้ลายนกแถว แทนลายนกคาบ ในสมัยก่อนตีนจกลายแปดขอ มักจะต่อกับซิ่นอ้อมแดง

ลายแปดขอ

6. ลายน้ำอ่าง เป็นลายหลักที่มีนกสองตัวคาบดอกไม้ร่วมกัน คล้ายกับการคาบในอ่างน้ำ ลายประกอบ จะใช้เหมือนกับ ลายอื่นโดยทั่วไป ในสมัยก่อนตีนจกลายน้ำอ่าง มักจะต่อกับซิ่นเข็น

ลายน้ำอ่าง

7. ลายสองท้อง เป็นลายหลักที่คล้ายกับลายน้ำอ่างแต่มีขนาดใหญ่กว่า คือ นอกจากจะมี นกใหญ่สองตัว คาบดอกไม้ร่วมกันแล้ว ยังมีนกอีกสองตัว ที่มีขนาดเล็กคาบดอกไม้ร่วมกัน อยู่ด้วย ทำให้ลายสองท้อง มีขนาดใหญ่กว่า ลายหลักอื่นๆ และลายประกอบที่แตกต่างจากลายหลักอื่นๆ คือ จะใช้ลายผีเสื้อแทนลายดอกหมี่

ลายสองท้อง

ลายมนสิบหก เป็นลายหลักที่มีมุม 16 มุม มีลักษณะคล้ายกับลายแปดขอ แต่มีขนาดใหญ่กว่า ลายประกอบ จะใช้เหมือนกับ ลายอื่นๆโดยทั่วไป ในสมัยก่อนตีนจกลายมนสิบหก มักจะต่อกับซิ่นตาเติบ

ลายมนสิบหก

ลายสิบสองหน่วยตัด เป็นลายหลักที่มีขอ 12 ขอ มีขาพันทำเป็นสามเหลี่ยม และมีนกคาบตัวเล็กอยู่ตรงกลาง ลายประกอบ จะใช้เหมือนกับ ลายอื่นๆ โดยทั่วไป ในสมัยก่อนตีนจกลายสิบสองหน่วยตัด มักจะต่อกับซิ่นตาหว้า

ลายสิบสองหน่วยตัด

 

2.1.5. วิธีการทอผ้าตีนจก

การทอผ้าตีนจก

การทอผ้าตีนจก จะใช้อุปกรณ์พิเศษในการทอ คือ ใช้ “ ขนเม่น ” ในการจกฝ้ายจากด้านล่างขึ้นด้านบน บนเส้นยืน โดยทำลวดลายไป ขณะที่ทอ ไม่มีการเก็บลายไว้ล่วงหน้า ผู้ทอจะจำลวดลายได้เองว่าการทอผ้าในแถวต่อไปจะต้องจกอย่างไร ช่วงที่เริ่มต้นลายใหม่ เรียกว่า “ ก่อลาย ” ผู้ทอจะต้องใช้ตัวอย่างผ้า ลายนั้นๆ มาดูเพื่อเริ่มต้นลาย ดังนั้น ผู้ฝีกทอผ้าตีนจก จะถูกฝึกให้ดูลวดลาย จากชิ้นผ้ามาก่อน แล้วแกะลาย สำหรับทอผ้า ในคราวต่อๆไป ปัจจุบัน เด็กรุ่นใหม่ จะดูจากลายผ้า ไม่ค่อยเป็น จะต้องเก็บลาย บนตารางแผ่นกราฟ เพื่อให้ผู้ฝึก ดูลวดลายได้ง่ายขึ้น

 


กลับสู่ด้านบน

2.2. ผ้ามุก

เป็นผ้าทอที่จัดอยู่ในประเภทผ้าเหยียบดอก หมายถึง ลวดลายจะเกิดในเส้นฝ้ายยืน โดยจะต้องทำเครือฝ้ายยืน 2 เครือ คือ ชั้นฝ้ายยืนที่เป็นพื้น และ ชั้นฝ้ายยืนที่เก็บลวดลายมุก เวลาทอจะใช้วิธีการเหยียบไม้ เพื่อสลับฝ้ายยืนทั้งสองชั้น

2.2.1 .ลักษณะเด่นของผ้ามุก

เป็นผ้าทอที่มีลวดลายสวยงาม มีรูปทรงกลมคล้ายมุก และสามารถเปลี่ยนไม้เหยียบเพื่อให้เกิดลวดลายใหม่ได้ เช่น มุกขาเปีย มุกดอกคว่ำดอกหงาย เป็นต้น

ผ้ามุก

ผ้ามุก 

ผ้ามุก - ขาเปีย

ผ้ามุก ขาเปีย 

ผ้ามุก - ลายดอกคว่ำดอกหงาย

ผ้ามุก ลายดอกคว่ำดอกหงาย 

2.2.2. โครงสร้างของผ้ามุก

ผ้ามุกประกอบด้วย

•  ดอกมุกประมาณ 53 ดอก

•  ขอบมุกทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 1 ดอก โดยมีริมผ้าเป็นสีแดงทั้ง 2 ข้าง และมีริ้วสีครีม สีเขียวขี้ม้า และสีแดง สลับกันไปตามความสวยงาม

ผ้ามุกเป็นผืน

ความกว้างของผ้ามุกรวมขอบแล้วประมาณ 19 นิ้ว ในสมัยก่อนนิยมนำผ้ามุกไปต่อกับผ้าตีนดำ ผ้าตีนแดง หรือ ผ้าตีนจก แล้วต่อหัวซิ่น เพื่อใช้เป็นผ้าถุงสำหรับใส่ไปงานต่างๆ สีที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสีเขียว สีแดง เมื่อต่อกับผ้าดังกล่าวแล้ว ทำให้มีความสวยงามมากขึ้น

2.2.3. วิธีการทอผ้ามุก

วิธีการทอผ้ามุกจะใช้วิธีเหยียบไล่ไม้ตามลวดลาย โดยมีวิธีการผูกไม้และเหยียบไล่ไม้ ดังนี้

วิธีผูกไม้เหยียบตะกอเรียงจากขวาไปซ้าย

ไม้เหยียบที่ 1 ผูกตะกอมุก ตะกอที่ 1

ไม้เหยียบที่ 2 ผูกตะกอมุก ตะกอที่ 2

ไม้เหยียบที่ 3 ผูกตะกอมุก ตะกอที่ 3

ไม้เหยียบที่ 4 ผูกตะกอพื้น ตะกอที่ 1

ไม้เหยียบที่ 5 ผูกตะกอพื้น ตะกอที่ 2

วิธีเหยียบไม้เพื่อสอดด้ายพุ่งให้เกิดลายมุก

15-14-25-24-35-34-25-24-15-14

5-4

123-5-123-4

5-4

123-5-123-4

คนทอผ้ามุก


กลับสู่ด้านบน

 

2.3. ผ้าลายพริกไทย

เป็นผ้าทอที่จัดอยู่ในประเภทเหยียบดอก มี่สี่เหา ( สี่เขา หรือ สี่ตะกอ ) ลวดลาย จะถูกเก็บไว้ล่วงหน้า ในแต่ละตะกอ บนเส้นยืน รวม 4 ตะกอ การสอดเส้นด้ายพุ่ง จะสอดตามการเหยียบไล่ไม้ของผู้ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายตามที่เก็บไว้ ผ้าลายพริกไทยนี้ ในสมัยก่อนส่วนใหญ่จะทอเพื่อทำเป็นผ้าห่ม โดยทอผ้า 2 ชิ้นมาเย็บต่อกลาง หน้าผ้า 1 ชิ้นประมาณ 20 นิ้ว ในปัจจุบัน นำมาดัดแปลง โดยใช้ฝ้ายเส้นเล็กทอ และทำหน้าผ้าให้กว้างขึ้น เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

ผ้าลายพริกไทย

2.3.1. ลักษณะเด่นของผ้าลายพริกไทย

ผ้าลายพริกไทย มีลักษณะเป็นดอกเล็กๆ ผิวสัมผัสของผ้าจะนูนขึ้นมาตรงลายดอก เนื้อผ้ามีความนุ่มมือ เหมาะสำหรับ เป็นผ้าห่ม ผ้าคลุมไหล่

2.3.2. โครงสร้างของผ้าลายพริกไทย

โครงสร้างของผ้าลายพริกไทย ส่วนใหญ่จะมีลวดลายตลอดผืน กรณีที่ทำเป็นผ้าห่มในสมัยก่อน อาจจะมีการสลับสีช่วงหัว - ท้ายของผ้าห่มบ้างเพื่อความสวยงาม

2.3.3. วิธีการทอผ้าลายพริกไทย

ผ้าทอลายพริกไทยเป็นผ้าที่ใช้วิธีเหยียบไล่ไม้เพื่อให้เกิดลวดลาย โดยมีวิธีผูกไม้ และวิธีเหยียบไล่ไม่ ดังนี้

วิธีผูกไม้เหยียบกับตะกอเรียงจากขวาไปซ้าย

ไม้เหยียบที่ 1 ผูกตะกอที่ 1

ไม้เหยียบที่ 2 ผูกตะกอที่ 3

ไม้เหยียบที่ 3 ผูกตะกอที่ 2

ไม้เหยียบที่ 4 ผูกตะกอที่ 4

วิธีเหยียบไม้เพื่อสอดด้ายพุ่งให้เกิดลายพริกไทย

12-23-34-14-34-23


กลับสู่ด้านบน

2.4. ผ้าลายสอง

เป็นผ้าทอที่จัดอยู่ในประเภทเหยียบดอก มี่สี่เหา ( สี่เขา หรือ สี่ตะกอ ) ลวดลาย จะถูกเก็บไว้ล่วงหน้า ในแต่ละตะกอ บนเส้นยืน รวม 4 ตะกอ การสอดเส้นด้ายพุ่ง จะสอดตามการเหยียบไล่ไม้ ของผู้ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายตามที่เก็บไว้ ผ้าลายสอง นี้ ในสมัยก่อนส่วนใหญ่ จะทอเพื่อทำเป็นผ้าห่ม เรียกว่า ผ้าห่มตาแดง ( ลายสองมีริ้วแดง ) ใช้ฝ้ายเส้นใหญ่ทอ เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ในปัจจุบัน นำมาดัดแปลง โดยใช้ฝ้ายเส้นเล็กทอ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เครือผ้าลายสองนี้ สามารถทอ ให้เกิดลายลูกแก้วได้ ถ้าเหยียบไม้ไปตามลวดลาย อีกแบบหนึ่ง

2.4.1. ลักษณะเด่นของผ้าลายสอง

ผ้าลายสองมีลักษณะของลายที่เป็นเส้นทะแยงซ้าย - ขวาสลับกันไปเป็นช่วงๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ ผิวสัมผัสของเนื้อผ้าจะมีความนูน ลวดลายจะคล้ายผ้ายีนส์

ผ้าลายสอง

2.4.2. โครงสร้างของผ้าลายสอง

โครงสร้างของผ้าลายสอง ส่วนใหญ่เป็นลวดลายตลอดผืน กรณีที่ทอเป็นผ้าห่ม อาจสลับสีบ้างช่วงหัว - ท้ายของผ้าห่ม เพื่อเพิ่มความสวยงาม

2.4.3. วิธีทอผ้าลายสอง

ผ้าลายสองเป็นผ้าที่ใช้วิธีเหยียบไล่ไม้เพื่อให้เกิดลวดลาย โดยมีวิธีผูกไม้และวิธีเหยียบไล่ไม้ ดังนี้

วิธีผูกไม้เหยียบตะกอเรียงจากขวาไปซ้าย

ไม้เหยียบที่ 1 ผูกตะกอที่ 1

ไม้เหยียบที่ 2 ผูกตะกอที่ 3

ไม้เหยียบที่ 3 ผูกตะกอที่ 2

ไม้เหยียบที่ 4 ผูกตะกอที่ 4

วิธีเหยียบไม้เพื่อสอดด้ายพุ่งให้เกิดลายสอง

14-12-23-34


กลับสู่ด้านบน

2.5. ผ้ายกดอก

เป็นผ้าทอที่พัฒนาขึ้นใหม่ จัดอยู่ในประเภทยกเหา ( เขา ) โดยมีการเก็บลวดลายไว้ล่วงหน้า ใช้วิธีการทอแบบยกเหา ( เขา ) แล้วสอดไม้แป้นขิด ตั้งค้างไว้ จึงจะสอดด้ายพุ่งเข้าไป เพื่อให้เกิดลวดลาย ลักษณะการทอ ที่มีการยกเหา เพื่อให้เกิดลวดลายนี้ เรียกว่า การทอผ้ายกดอก

2.5.1. ลักษณะเด่นของผ้ายกดอก

ผ้ายกดอกมีลักษณะเด่น คือ ในผืนผ้าจะมีลวดลายในตัว โดยผิวสัมผัส ผ้ายกดอก จะมีความนูน ของผืนผ้า แต่ละชิ้น แตกต่างกัน ขึ้นอยุ่กับลวดลาย แต่ละลาย ส่วนใหญ่ลายจะใช้ฝ้าย หรือไหมสีเดียวกัน ตลอดทั้งผืน บางครั้ง อาจมีการจกฝ้าย เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความเด่น ของลวดลายก็ได้

ผ้ายกดอก

2.5.2. โครงสร้างของผ้ายกดอก

โครงสร้างของผ้ายกดอก ส่วนใหญ่จะมีลวดลายตลอดผืน เพื่อใช้สำหรับตัดเสื้อผ้า หรืออาจมีลวดลายเป็นช่วงๆ เพื่อประโยชน์ ในการใช้สอย ที่แตกต่างกันไป เช่น ผ้ายกดอกที่ทำเป็นผ้าคลุมไหล่ ช่วงชายผ้า อาจทอลาย สลับกับพื้น เป็นช่วงๆ ก็ได้

2.5.3. วิธีการทอผ้ายกดอก

วิธีการทอผ้ายกดอก จะใช้วิธีเลื่อนตะกอแต่ละอันเข้ามาหาผู้ทอตามลำดับที่เรียงไว้ แล้วใช้ “ ไม้แป้นขิด ” ง้างเส้นยืนค้างไว้ สอดกระสวยที่เป็นด้าย ยกเข้าไป เพื่อให้เกิดลาย แล้วเหยียบตะกอพื้น สอดด้ายพุ่งเข้าไป เป็นการคั่นลาย 1 แถว แล้วต่อจากนั้น ก็เลื่อนตะกอลายถัดไปเข้ามา แล้วทำซ้ำแบบเดิม การทอผ้ายกดอก จึงต้องใช้กระสวย 2 อัน กระสวยอันแรก ใส่ฝ้ายสีที่จะให้เกิดลวดลาย กระสวยอันที่สองใส่ฝ้ายสีพื้น

ข้อจำกัดของผ้ายกดอก คือ ถ้าลวดลายใดที่ใช้ตะกอมากเกินไป ผู้ทอจะเอื้อมหยิบตะกอไม่ถึง ทำให้ลวดลาย ถูกจำกัดไปด้วย แต่ในบางพื้นที่ ที่มีการใช้ตะกอ จำนวนมากๆ ก็จะใช้ผู้ทอผ้า ช่วยกันหลายคน โดยมีคนยกตะกอให้ 1-2 คน คนทออีก 1 คน ก็สามารถทำได้ เป็นการร่วมแรงร่วมใจ ของผู้ทอได้เป็นอย่างดี และสามารถออกลวดลายได้เต็มที่


กลับสู่ด้านบน

 

3. เครื่องมือ วัสดุ - อุปกรณ์ ที่ใช้ในการทอผ้า

1. เสิง ใช้วางปุยฝ้ายเพื่อเลือกฝ้ายที่ไม่ดีออกและใช้วางดอกฝ้ายตากแดด

เสิง

2. อิ๊ว ใช้หีบเพื่อเอาเมล็ดฝ้ายออก

อิ๊ว

3. ตะลุ่มยิงฝ้ายและกงยิงฝ้าย ใช้ดีดฝ้ายให้เป็นปุยละเอียด เพื่อนำไปล้อฝ้าย

ตะลุ่มยิงฝ้ายและกงยิงฝ้าย

4. ไม้กระดานและไม้ล้อมฝ้าย ใช้ล้อฝ้ายให้เป็นแท่งกลมๆ เพื่อนำไปเข็น

ไม้กระดานและไม้ล้อมฝ้าย

5. หลา ใช้เข็นฝ้ายให้เป็นเส้นด้ายยาวติดต่อกันหรือใช้ปั่นหลอด (กรอหลอดด้าย)

หลา

6. เปีย ใช้เก็บเส้นด้ายที่เข็นแล้วออกจากหลาเพื่อทำเป็นกำหรือใจ

เปีย

7. กวัก ใช้ใส่เส้นด้าย เพื่อให้เส้นด้ายยาวติดต่อกัน แล้วจึงนำไปค้นเครือ

กวัก

8. กงกวักฝ้าย ใช้ใส่เส้นด้ายที่เป็นกำหรือใจ เพื่อนำไปกวัก หรือ ปั่นหลอด

กงกวักฝ้าย

9. เผือ ใช้สำหรับค้นเครือหูก (ทำด้ายเส้นยืน)

เผือ

10. ฟืม นำด้ายเส้นยืนใหม่มาสืบต่อด้ายเส้นยืนเดิมทีละเส้นให้เต็มหน้าฟืม เพื่อใช้ฟืมตีเส้นด้ายพุ่ง

ฟืม

11. เหา ใช้ใส่เส้นด้ายยืนสลับล่างและบน เพื่อขัดสานเส้นด้ายพุ่ง

เหา

12. ไม้ก้อหลอด ใช้พันเส้นด้ายพุ่ง แล้วจึงนำไปใส่ในกระสวยทอผ้า

ไม้ก้อหลอด

13. กระสวย ใส่ไม้ก้อหลอด เพื่อเตรียมการทอ

กระสวย

14. กี่ทอผ้า ใช้ขึงเครือหูก (ด้ายเส้นยืน) เพื่อเตรียมการทอ

กี่ทอผ้า

15. ไม้กี่พั้น ใช้ใส่หัวเครือหูก (กกหูก) และไว้สำหรับพันผ้าที่ทอเสร็จแล้วก่อนจะตัดออกจากกี่

ไม้กี่พั้น

16. ไม้หาบเหา ใช้ห้อยเชือกที่แขวนฟืมและเหา (เขา หรือ ตะกอ)

ไม้หาบเหา

17. ไม้หย่ำตีน (ไม้เหยียบ) ใช้เหยียบสลับไปมาเพื่อเปลี่ยนเส้นด้ายยืนให้ขัดสานสลับกัน

ไม้หย่ำตีน

18. หลักบ๊ากา ใช้ยึดไม้กี่พั้น เพื่อให้ผ้าทอตึง

หลักบ๊ากา

19. ไม้แป้นกี่ ใช้สำหรับนั่งทอผ้า

ไม้แป้นกี่

20. ไม้โป้งเป้ง ใช้แขวนเหา (แขวนเขาหรือตะกอ)

ไม้โป้งเป้ง

21. ซ้าหลอด (ตะกร้าใส่หลอด) ตะกร้าใส่หลอดด้ายสำหรับทอ

ซ้าหลอด (ตะกร้าใส่หลอด)

22. ขนเม่น ใช้ทอผ้าตีนจก

ขนเม่น

23. ไม้แป้นขิด ในการทอผ้ายกดอกจะใช้ไม้แป้นขิดง้างเส้นด้ายยืน เพื่อสอดกระสวยเส้นด้ายพุ่งให้เกิดลวดลาย

ไม้แป้นขิด

24. ไม้ผัง ใช้ขึงกับหน้าผ้า เพื่อให้ผ้าที่จะทอมีความตึง

ไม้ผัง

25. บ๊าเหง็น ใช้สำหรับใส่กวัก เพื่อกวักเส้นด้ายให้ยาวเรียงติดต่อกัน

บ๊าเหง็น

26. หวีหูหมู ใช้สางเส้นด้ายยืนที่ขึงในกี่แล้วให้เป็นระเบียบ ทำให้ด้ายเครือไม่พันกัน

หวีหูหมู

27. เชือกมัดหูก ใช้มัดเส้นด้ายยืนให้ตึง จะใช้ตอนที่ด้ายยืนใกล้จะหมดเครือ

เชือกมัดหูก

28. ไม้ไขว้หูก ใช้ขัดสานเส้นด้ายยืน เพื่อให้เส้นด้ายยืนขัดสานกันได้สะดวกขึ้น

ไม้ไขว้หูก

 

กลับสู่ด้านบน